อ่านละคร วันนี้ที่รอคอย ตอนที่ 4 วันที่ 18 มิ.ย. 56

อ่านละคร วันนี้ที่รอคอย ตอนที่ 4 วันที่ 18 มิ.ย. 56

จ้าวซันฟังบราลีซึ้งใจจนน้ำตาคลอ เขาขอบใจที่เธอทำให้ตนรู้สึกดีขึ้น ทำให้ตนมีความสุข ตนเริ่มภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนคีรีรัฐขึ้นแล้ว

บราลีพาซื่อถามว่าจริงหรือ พลันก็หน้าสลดเมื่อบอกว่าตนเองก็อยากภูมิใจแบบเขาบ้าง แต่ไม่รู้ว่าจะภูมิใจเรื่องอะไร แล้วบราลีก็ระบายปมที่อยู่ก้นบึ้งหัวใจตัวเองตลอดมาว่า...

“ฉันไม่รู้ว่าตัวฉันเป็นใคร มาจากไหน พ่อแม่เป็นใคร ท่านยังอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้ว ทำไมฉันถึงต้องถูกคนนั้นคนนี้เอาไปเลี้ยง หรือว่าพ่อแม่ขายฉันมา หรือว่าท่านยังมีชีวิตอยู่อย่างลำบากยากจนที่ไหนสักแห่ง ฉันไม่รู้เลย...”



จ้าวซันเป็นห่วงความรู้สึกของเธอ เมื่อเธอบอกว่าจะกลับกรุงเทพฯไปช่วยพ่อทำงาน แต่ก็กังวลไม่รู้พ่อจะยินดีหรือไม่จ้าวซันจึงเสนอให้เธอทำงานที่บริษัทตน รับรองว่าเธอจะได้ใช้ศักยภาพเต็มที่แน่ บราลีถามว่างานอะไร

“งานถวายการต้อนรับเจ้าชายศิขรนโรดมแห่งคีรีรัฐ เวลานี้ คุณพ่อคุณก็กำลังทำงานนี้อยู่ที่กรุงเทพฯ หากอยากช่วยพ่อ คุณต้องรับงานนี้”

ระหว่างที่จ้าวซันพาบราลีไปที่บ้านสี่ฤดู เขามอบไอแพดให้เธอ เปิดให้ดู เป็นภาพของคีรีรัฐในปัจจุบัน ในนั้นมีรูปของศิขรนโรดมในเครื่องแต่งกายประจำชาติ จ้าวซันแนะนำว่า

“นั่นคือองค์ชายศิขรนโรดม เจ้าชายรัชทายาทแห่งคีรีรัฐ คนที่คุณต้องดูแลให้ดีเมื่อเขามาถึงที่นี่”

เมื่อไปถึงบ้านสี่ฤดู จ้าวซันเอาเอกสารเกี่ยวกับคีรีรัฐปึกใหญ่มาให้บราลีศึกษา เธอโวยวายว่าใครจะไปอ่านทัน จ้าวซันบอกว่ายังมีเวลาอีก 5 วันก่อนที่เจ้าชายศิขรนโรดมจะเสด็จมา งานของเธอแค่ช่วยแนะนำสถานที่และโรงงานของตนก็พอแล้ว

ผิงอันมาเห็นบราลีมากับจ้าวซัน เธอดีใจมากถามว่าดีกันแล้วหรือ

“ผิงอัน วันนี้ มิสบราลีจะสอนน้องเรื่องประเทศคีรีรัฐเป็นภาษาอังกฤษ” จ้าวซันตีขลุม บราลีทำท่าจะโวยแต่ผิงอันร้องขึ้นอย่างดีใจเสียก่อนว่าต้องสนุกแน่ๆ เลย “แน่นอนจ้ะ พี่ฝากให้น้องดูแลครูของน้องด้วย”

“คุณฝากใครให้ดูแลใครกันแน่” บราลีชักฉุน

“ฝากให้น้องทั้งสองคนดูแลกันและกันก็แล้วกัน” บราลีสะดุดหูถามว่า ‘น้องทั้งสองคน’ พูดผิดหรือเปล่า จ้าวซันยิ้มทำทียอมรับว่าตนพูดผิด แล้วขอไปทำงานเลย บราลีจะตามไปจิกถามให้รู้เรื่อง ถูกผิงอันดึงมือรบเร้า...

“พี่บรี...มาสอนหนูเถอะ หนูอยากเรียนเรื่องประเทศต่างๆในโลก คีรีรัฐอยู่ใกล้ประเทศของพี่บรีนี่คะ ต้องสวยน่าไปเที่ยวแน่ๆ เลยใช่ไหมคะ”

บราลีเลยต้องหยุดอยู่ตรงนี้ แต่ไม่วายจิกตาตามหลังจ้าวซันไปเคืองๆ

ooooooo

แม้ว่าศิขรนโรดมจะมาได้ทันเวลา แต่ทหารของราชิดยืนเต็มไปหมดจะเข้าไปในห้องพักได้อย่างไร จึงเป็นปัญหา

แต่สุริยะที่รู้ว่าศิขรนโรดมอยู่ข้างนอก นอกจากหลอกล่อถ่วงเวลาไม่ให้ราชิดกับโกศินไปเร่งรัดศิขรนโรดมที่ห้องนอนแล้ว ยังหลอกทั้งสองไปขังไว้ที่บันไดหนีไฟ ทั้งสองทุบประตูโวยวาย จนทหารที่เฝ้าหน้าห้องนอนศิขรนโรดมต้องรีบมาช่วย ศิขรนโรดมจึงเข้าห้องไปได้โดยสะดวก

เมื่อราชิดกับโกศินกลับเข้ามาในโรงแรมได้แล้ว ก็ตรงไปที่ห้องนอน เคาะประตูก็ไม่มีเสียงตอบโกศินจึงส่งเสียง

“ฝ่าบาท...ฝ่าบาททรงตื่นหรือยังพระเจ้าค่ะ” ในห้องยังเงียบ พอราชิดสั่งให้ไปเอาคีย์การ์ดมา ประตูก็เปิดในทันที

ศิขรนโรดมใส่เสื้อคลุมอาบน้ำเปิดประตูมาถามเสียงงัวเงียรำคาญว่า

“อารายกานนนน...ได้เวลาแล้วเหรอ...”

ทุกคนอึ้ง มิถิลามาขออภัยว่าตนลืมตั้งนาฬิกาปลุก

“ฝ่าบาท...ยังมีเวลาพะยะค่ะ 10 นาที แต่จะสรงนานกว่านั้นก็ได้ เราไปช้าแค่ไหน พวกคนไทยก็ต้องรออยู่แล้ว ไม่ต้องไปเกรงใจใครหรอกพะยะค่ะ” ราชิดกัดนิ่มๆยิ้มเครียดๆ

ที่มุมหนึ่ง ภูสินทรโผล่มาสบตาสุริยะ ต่างชูแม่โป้งให้กัน โดยที่ทหารคีรีรัฐไม่มีใครสังเกตเห็น

ooooooo

ผู้กองเหลียงยังปักใจเชื่อว่าจ้าวซันทำเรื่องผิดกฎหมาย สั่งหมวดจางให้จับตาการเคลื่อนไหวของจ้าวซันตลอดเวลา บอกหมวดจางว่า ตนอยากเป็นคนเล่นงานจ้าวซันด้วยตัวเอง เพราะได้กลิ่นคดีเด็ด หมายมั่นปั้นมือว่า งานนี้เราดังแน่

ดังนั้น ผู้กองเหลียงจึงขับรถสะกดรอยรถของจ้าวซันไป อาหลี่รู้แกวแกล้งเลี้ยวรถเข้าไปในซอย ผู้กองเหลียงไม่กล้าตามกลัวฝ่ายนั้นจะรู้ตัวเลยขับรถตรงไป อาหลี่แน่ใจว่าถูกตามแน่ๆ บอกจ้าวซันว่าเห็นมันตามมาตั้งแต่ลงเขาแล้ว

จ้าวซันถามว่าระแวงมากไปหรือเปล่า บ่นว่าทำให้ตนเสียเวลา อาหลี่รีบบอกว่าเดี๋ยวตนจะพาไปทางลัดทันเวลาแน่

เวลาเดียวกันนั้น ฉินเจียงที่เกาเฟยบอกว่าบัญชีในธนาคารของเขาถูกอายัดหมดแล้ว ก็ลิ่วมาที่ห้องทำงานของจ้าวซันเจอเทเรซ่ากำลังคุยโทรศัพท์อยู่ ตรงเข้าไปตะคอกว่าจ้าวซันไปไหน เทเรซ่าตกใจบอกว่าไม่อยู่ มีธุระอะไรสั่งตนไว้ก็ได้

“ฉันต้องการพูดกะเขาเดี๋ยวนี้” ฉินเจียงตวาดเกาเฟยพูดแทรกว่า จ้าวซันสั่งอายัดบัญชีธนาคารของไท้เผ่งใช่ไหม เวลานี้ไท้เผ่งไม่สามารถทำธุรกรรมการเงินอะไรได้เลย

เทเรซ่ายืนยันว่าตนไม่ทราบจริงๆ ฉินเจียงตะคอกว่า “พวกแกจะลองดีกะฉันใช่ไหม จ้าวซันอยากงัดข้อกับไท้เผ่งใช่ไหม” ตบโต๊ะปัง! แล้วกระชากโทรศัพท์สั่ง “ตามตัวมันมา ใช้เบอร์ด่วนติดต่อให้มันมาพูดกับฉันเดี๋ยวนี้!”

“ดิฉันไม่ทราบว่าคุณชายจ้าวซันไปไหน แล้วดิฉันก็ไม่สามารถติดต่อท่านได้เหมือนกันค่ะ” เทเรซ่ายืนยันเสียงสั่น

ooooooo

ที่ห้องพักศิขรนโรดมในโรงแรม มิถิลามาถามที่หน้าห้องว่าทรงฉลองพระองค์เสร็จหรือยัง ได้เวลาเสด็จแล้ว เสียงจากข้างในบอกว่าขอเวลาอีกห้านาที มิถิลาจึงจะไปแจ้งนายพลราชิด

ทันใดนั้น ประตูห้องเปิดผัวะ ศิขรนโรดมล็อกคอมิถิลาเข้าไปในห้อง กดลงกับพื้นกลางห้องทันที ตัวศิขรนโรดมคุกเข้าคร่อมบนร่างมิถิลาพูดแววตาแข็งกร้าว

“มิน...ข้าขอโทษที่ต้องทำเช่นนี้ แต่เจ้ารู้ความลับของข้าทุกอย่าง ทั้งเรื่องที่ท่านแม่แอบลักลอบช่วย

ภูสินทรจากผาห่มดอก และเรื่องที่นักธุรกิจเมืองเทพคือราชองครักษ์ภูสินทร โดยเฉพาะเรื่องของเจ้าพี่น่านปิงนรเทพ ข้าไม่สามารถให้ความลับเรื่องเจ้าพี่ยังมีชีวิตอยู่รั่วไหลออกได้!”

“องค์ชาย...จะทำอะไรกระหม่อม...ได้โปรด...” มิถิลาตกใจตาเหลือก

“มิน...ขอชีวิตเจ้าให้ข้าเถอะ...” ศิขรนโรดมกด คอมิถิลาแน่น “ข้าขอชีวิตทั้งกายและใจของเจ้าให้กับข้า...ขอให้เจ้าจงรักภักดีต่อข้าเพียงผู้เดียวเท่านั้น...เจ้าให้ข้าได้หรือไม่ หากฝ่ายพวกไอ้ทรราชเสนออะไรให้กับเจ้า ข้าจะให้สองเท่า เจ้าอยากจะได้ลาภยศ หรืออะไร แม้แต่นางกำนัลสวยๆ สักสิบหรือร้อยคนข้าก็จัดหาให้เจ้าได้ ขอเพียงเจ้าสาบานว่าจะถวายชีวิตเจ้าเพื่อข้า ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับข้าต่อต้านกบฏคีรีรัฐได้หรือไม่มิน!”

“พวกทรราชที่ท่านว่าคือ เอ่อ...คือ...” มิถิลาพยายามดิ้น พริบตานั้นนายพลราชิดเปิดประตูเข้ามาเร่งว่าสายแล้ว เห็นภาพนั้นก็ชะงัก ถามว่าอะไรกัน!! ศิขรนโรดมลุกขึ้นปัดมือไปมาบอกราชิดว่า

“เราซ้อมศิลปะป้องกันตัวแบบคีรีรัฐกันนิดหน่อย ก็ท่านราชิดไม่ยอมให้อสุนีมาด้วยนี่นา ปกติเราต้องซ้อมมือกับลูกชายท่านเสมอๆ พอไม่มีเขาเราก็เลยต้องซ้อมกับเด็กแบบนี้แหละ แต่ไอ้มินมันไม่ไหว อ่อนหัดเหลือเกิน ทหารหนุ่มทั้งกองทัพไม่เห็นมีใครเก่งเท่าอสุนีสักคน”

“ก็...อสุนีป่วยจริงๆ หม่อมก็ไม่ทราบจะทำอย่างไรนี่พะย่ะค่ะ” ราชิดรีบแก้ตัว

“นั่นสินะ...” ศิขรนโรดมทำหน้าตึงเดินออกจากห้องไปทันที มิถิลายังอึ้ง งง สับสนกับเรื่องที่เกิดขึ้นยืนมึนอยู่

“จะยืนทื่อหาบุพการีรึไง! ตามเสด็จไปสิ...ไป!!” ราชิดตะคอกระบายอารมณ์ลงกับมิถิลาแทน

มิถิลาได้สติรีบตามศิขรนโรดมไป

ooooooo

ผู้กองเหลียงกับหมวดจางเดินเข้าห้องมาต่างชะงักเมื่อเห็นอเล็กซ์ง่วนอยู่กับการกดดูคอมพิวเตอร์ที่โต๊ะผู้กอง พอผู้กองเหลียงถามว่ามาทำอะไรที่โต๊ะตน อเล็กซ์เดินออกมาบอกว่า

“เขาไปแล้ว...ไหนผู้กองว่าคุณห้ามเขาเดินทางไปต่างประเทศแล้วไง” ผู้กองยืนยันว่าจ้าวซันรับปากแล้ว “แสดงว่าคุณไม่มีความหมายในสายตาเขาเอาเสียเลย” อเล็กซ์หยัน

“คุณหมายความว่าไง อเล็กซ์” หมวดจางถาม

“ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองรายงานผมมาเดี๋ยวนี้เอง ว่าเขาเพิ่งเดินทางออกจากฮ่องกงไป ด้วยเครื่องบินเล็ก คนเดียวเดี๋ยวนี้เอง”

“อะไรนะ...จ้าวซันไปไหน!!” ผู้กองเหลียงตกใจ

ooooooo

ศิขรนโรดมไปเยี่ยมเยือนโรงงานผ้าไหมที่อยุธยาของสุริยะ โดยมีภูสินทรคอยรับเสด็จ และสุริยะนำทัวร์ด้วยตัวเอง

ระหว่างนั้น โกศินกับราชิดแอบสบตากัน โกศินพยักหน้าเชิงว่าทุกอย่างพร้อมตามแผน

เมื่อเข้าไปที่โรงเลี้ยงไหม ราชิดแอบแบมือขออะไรบางอย่างจากโกศิน โกศินหันไปพยักหน้ากับทหารติดตาม ทหารคนนั้นหยิบกล้องถ่ายรูปออกมาให้ โกศินเอากล้องไปส่งให้ศิขรนโรดม

“ฝ่าบาท...โปรดถ่ายภาพ ทรงอยากจะถ่ายภาพ ไปฝากเจ้าหลวงและพระเทวีด้วยองค์เองสักหน่อยไหมพะย่ะค่ะ”

“เอาสิ” ศิขรนโรดมรับกล้องไปแล้วเริ่มถ่ายรูปสิ่งที่ตัวเองสนใจอย่างจริงจัง

เวลาเดียวกันนี้...ที่ฮ่องกง ขณะบราลีกำลังสอนภาษาอังกฤษให้ผิงอันนั้น จู่ๆเหม่ยอิงก็เข้ามาถามว่าพี่ใหญ่อยู่ไหน พอบราลีกับเหม่ยอิงพบกันต่างก็ทักทายกันอย่างนึกไม่ถึงว่าจะได้เจอกันที่นี่ ผิงอันถามงงๆ ว่าสองคนรู้จักกันหรือ

“แกสะเออะอะไร กล้าเข้ามาอยู่กันในห้องนี้” เหม่ยอิงถลึงตาใส่ ผิงอันลุกขึ้นตอบเชิดๆว่า

“ก็พี่ชายใหญ่ให้มาใช้ห้องนี้ อ้อ...นี่มิสบราลี ภีมะมนตรี ลูกสาวของพลตรีสุริยะ นักธุรกิจเพื่อนพี่ชายใหญ่จากเมืองไทย พี่บรีคะ นี่ พี่เหม่ยอิง พี่สาวแท้ๆ แม่เดียวกันกับหนู” น้ำเสียงผิงอันกัดนิด ในประโยคสุดท้าย

เหม่ยอิงใส่จริตแสดงความยินดีที่ได้รู้จักกับบราลีอย่างเป็นทางการ แล้วบ่นว่าไม่รู้พี่ใหญ่ไปไหน ปิดโทรศัพท์และไม่เข้าไปที่ตึกอีกแล้ว หมู่นี้พี่ใหญ่หายตัวลึกลับบ่อยจัง ผิงอันย้อนกวนๆ ว่าแล้วพวกตนจะไปรู้หรือ แล้วพูดเหน็บว่า

“ถ้าพี่ไม่รู้ ก็แปลว่า พี่ใหญ่ไม่อยากให้ใครรู้ พี่ก็ไม่ควรจะไปตามจิกพี่ใหญ่” เลยถูกเหม่ยอิงตวาดปราม

บราลีเห็นบรรยากาศไม่ดีรีบขัดขึ้น ขอบคุณเหม่ยอิงอีกครั้งที่ช่วยบอกทางวันนั้น แล้วหันถามผิงอันอย่างประชดประชันว่านี่ก็เรื่องบังเอิญอีกหรือ ผิงอันงงไม่เข้าใจ เหม่ยอิงไล่ผิงอันออกไปบอกว่าตนจะคุยกับมิสบรีส่วนตัว ทีแรกผิงอันไม่ยอมออกไปอ้างว่าพี่ชายใหญ่ให้ตนดูแลเธอ เหม่ยอิงจิกมองไล่ตะเพิด บราลีจึงบอกให้ผิงอันออกไปก่อน ไม่ต้องเป็นห่วงตน ไม่มีใครทำอะไรตนได้หรอก ผิงอันจึงจำต้องออกไปอย่างห่วงๆ

ผิงอันออกไปเจออาม่า อาม่าถามว่าออกมาทำไม หนีเรียนหรือ ผิงอันจิกตาแค้นระบายกับอาม่าว่า

“หนูเกลียดบ้านนี้ พี่ใหญ่ไปไหนก็ไม่รู้ ปล่อยให้นางปีศาจอาละวาดอีกแล้ว บ้านนี้ถ้าไม่มีพี่ใหญ่ซะคน พวกเราต้องโดนรังแกจนไม่มีที่ยืนแน่ๆ”

ooooooo

พอผิงอันออกไป เหม่ยอิงก็ก่นด่าว่าเด็กบ้าทำอย่างกับตนเป็นยักษ์มาร บราลีตัดบทว่ามีอะไรจะคุยกับตนหรือ เธอจึงหันมาบอกด้วยท่าทีที่ผิดกับครั้งที่ทำเป็นเจอกันโดยบังเอิญว่า

“จะบอกให้ก็ได้นะ...วันนั้นมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ... วันนั้นฉันตามคุณไปเองแหละ ฉันอยากรู้จักผู้หญิงที่ทำให้พี่ชายใหญ่หลงจนหัวปักหัวปํา แต่ก็ขอเตือนเอาไว้อย่าง พี่ชายใหญ่ไม่ใช่คนดี เขาเป็นคนเจ้าชู้มาก อย่าไปไว้ใจ ระวังจะเสียน้ำตา อ้อ...ข้อมูลอีกอันที่คุณควรจะรู้ไว้ จ้าวซันเป็นคู่หมั้นของฉัน!”

คราวนี้ทำเอาบราลีช็อก เหม่ยอิงชำเลืองแว่บหนึ่ง เล่าต่ออย่างสะใจว่า

“เราไม่ใช่พี่น้องที่แท้จริง เต้ของฉันเลี้ยงพี่ชายใหญ่มา เพื่อให้ดูแลพวกเราและเพื่อให้เขาเป็นเจ้าบ่าวของฉัน เราจะช่วยกันสร้างอาณาจักรของตระกุลจ้าวให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง ยั่งยืน แล้วเราสองคนก็รักกันและมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกันแล้วด้วย หวังว่าเธอคงจะไม่คิดจะเข้ามาเป็นมือที่สามหรอกนะ”

ooooooo

โรงงานผ้าไหมที่อยุธยา...สุริยะนำทัวร์มาจนถึงบริเวณสาธิตทอผ้าไหม ศิขรนโรดมถ่ายรูปไม่หยุด

ภูสินทรยืนคอยรักษาความปลอดภัยอยู่ห่างๆ พลันเขาก็สะดุ้งเมื่อมือถือดังขึ้น พอกดรับฟังปลายสายเขาตาโตรีบผละไปเนียนๆ

สุริยะพาชมมาจนถึงส่วนต้นไหมเพื่อการย้อมสี ซึ่งเป็นลานกว้างมีเตาถ่านเรียงราย ทุกเตามีกระทะใบบัว ขนาดใหญ่ แต่ละกระทะเป็นสีที่ถูกต้มจนเดือดปุดๆ เพื่อการย้อม ฟืนในเตาปะทุแดงฉาน!

ที่อีกด้านหนึ่ง ภูสินทรเดินนำคนงานเข้ามา 2-3 คน ทุกคนสวมหมวกคลุมหัว ถุงมือ หน้ากากปิดจมูกปาก ถือเข็ดไหมที่ย้อมแล้วเข้ามาจะแขวนโชว์
หนึ่งในคนงานจ้องมองศิขรนโรดมแววตาตื่นเต้น ตื้นตัน ใต้หน้ากากนั้นคือจ้าวซันนั่นเอง!

“ทอดพระเนตรไหมที่ย้อมเสร็จแล้วก่อนพะย่ะค่ะ จะเห็นว่าสีไหมนี้สดใส แต่ก็ไม่จี๊ดจ๊าดบาดตา เพราะเป็นสีธรรมชาติ ที่เราคิดสูตรของเราเอง นี่...นายคนนั้นน่ะมาทางนี้หน่อยซิ” สุริยะชี้ไปที่จ้าวซัน

จ้าวซันค้อมหัวเชิญไหมเข้าไปตรงหน้าให้ศิขรนโรดมถ่ายรูป ระหว่างนั้นจ้าวซันแอบมองศิขรนโรดม อย่างใกล้ชิด เห็นความน่ารักอ่อนโยนจนอดชวนคุยไม่ได้ ถามว่า “โปรดการถ่ายภาพตั้งแต่เมื่อไหร่หรือพะย่ะค่ะ”

“เพิ่งหัดถ่าย ยังไม่เก่ง วันก่อนไปเที่ยวห้างในกรุงเทพฯ แล้วมีคนถวายกล้อง ก็เลยอยากจะ...”

พริบตานั้น ราชิดเข้ามาผลักอกจ้าวซัน ตวาดว่าพูดอะไรกับองค์ชาย! โกศินเข้ามาถามว่า ทำไมต้องใส่หน้ากากทำท่าจะกระชากหน้ากากออก ภูสินทรรีบเข้ามาขวางบอกว่าคนงานพวกนี้ทำงานกับสีกับสารเคมีตลอดวัน เขาต้องป้องกันตัวเอง

“อย่าไปยุ่งกับเขาเลยท่านราชิด” ศิขรนโรดมตัดบท พยักหน้าให้จ้าวซันออกไปเสีย จ้าวซันถอยไปให้พ้นจากความสนใจของพวกราชิดเนียนๆ เอาไหมที่ย้อมแล้วขึ้นไปแขวนแล้วออกไปกับพวกคนงาน

ราชิดหันมาสะกิดโกศินเตือนให้รีบทำบางอย่าง แล้วทั้งสองก็หลอกล่อให้ศิขรนโรดมไปถ่ายรูปจากมุมสูง โดยต้องขึ้นไปบนสะพานโครเมียมที่ใช้สำหรับเดินเหนือเตาเหล่านั้น ศิขรนโรดมสนใจ สุริยะจึงทูลเชิญขึ้นไปโดยตัวเองจะตามขึ้นไปด้วย ถูกราชิดติงว่าอย่าขึ้นไปหลายคนนักเลย ให้สุริยะอยู่ให้ข้อมูลข้างล่างนี้ดีแล้ว

“ให้คนสนิทของเราตามมาอารักขาด้วยอีกคนก็พอ มิน...เจ้ามากับเรา”

ราชิดเลยพูดไม่ออก

ooooooo

จ้าวซันกับคนงานเดินออกมา คนงานเหลือบเห็นน็อต 4 ตัววางอยู่ที่ขอบหน้าต่าง จ้าวซันถามว่าน็อตอะไร คนงานคนนั้นบอกว่าไม่รู้ เพราะเมื่อคืนตนทำความสะอาดห้องนี้แล้ว ดูดฝุ่นอย่างดี ไม่รู้น็อตพวกนี้มาจากไหน จ้าวซันหยิบขึ้นมาดูรู้สึกถึงสถาน-การณ์ที่ไม่ปกติ รีบกลับเข้าไป เห็นศิขรนโรดมยืนอยู่เหนือเตาต้มไหมแล้ว!

จ้าวซันขยับจะเข้าไปถูกทหารคีรีรัฐขวางไว้ไม่ยอมให้ขึ้นบันได ทั้งยังถูกโกศินเข้ามาจะกระชากหน้ากาก จ้าวซันถอยไปปัดมือโกศินออก

ศิขรนโรดมเดินไปบนแผ่นโครเมียมที่พะเยิบ พะยาบ พลางทวงคำตอบจากมิถิลาที่ตนได้ขอชีวิตเธอไว้แต่มิถิลายังไม่ได้ตอบ พอถูกทวงคำตอบมิถิลาอึกอัก ทันใดนั้นศิขรนโรดมก้าวไปบนพื้นสะพานที่พะเยิบพะยาบน่ากลัว มิถิลาตะโกน

“องค์ชาย ระวัง!!” แล้วถลาเข้าไป ศิขรนโรดมถอยพ้นแต่มิถิลาร่วงลงไป ศิขรนโรดมคว้าไว้ทัน ร่างมิถิลาจึงถูกจับมือห้อยอยู่เหนือเตาใหญ่ที่สุดที่สีในกระทะกำลังเดือดปุดๆ ทุกคนตะลึง!

ศิขรนโรดมรั้งมิถิลาไว้สุดกำลัง แขนสองข้างถูกน้ำหนักและแรงดึงดูดกดทับไปกับขอบโครเมียมที่ค่อนข้างคมกดบี้เข้าไปในเนื้อจนเลือดไหล!

ภูสินทรจะวิ่งขึ้นไปช่วย ถูกโกศินขวางไว้อ้างว่าสะพานรับน้ำหนักไม่ไหว จ้าวซันเห็นศิขรนโรดมพยายามช่วยมิถิลาแต่มือเริ่มลื่นจะหลุด สุริยาตะโกนให้คนงานเอาบันไดมารับตัวองครักษ์ไว้ ศิขรนโรดมบอกมิถิลาให้ทนอีกนิด

“พระโลหิตไหลมากแล้ว ปล่อยมือหม่อมฉัน... หม่อมฉันเลือกแล้วว่าจะจงรักภักดีต่อองค์ชายแต่เพียงผู้เดียว ชีวิตของกระหม่อมเป็นขององค์ชาย ทอดพระเนตรเห็นแล้วใช่ไหม”

“ขอบใจ...มิน...ข้าจะไม่มีวันยอมให้เจ้าตกลงไปเด็ดขาด!”

อ่านละคร วันนี้ที่รอคอย ตอนที่ 4 วันที่ 18 มิ.ย. 56

โดย บทประพันธ์โดย วราภา จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 7 โดย ปราณศักดิ์สวัสดิ์
กำกับการแสดงโดย : สยาม น่วมเศรษฐี
ควบคุมการผลิตโดย : บริษัท พอดีคำ จำกัด
โดยผู้จัด : ธงชัย ประสงค์สันติ/มณีรัตน์ ประสงค์สันติ
ออกอากาศเริ่มตอนแรก วันพฤหัสบดีที่ 13 มิ.ย. 2556
ที่มา ไทยรัฐ