อ่านละครเรื่อง สุสานคนเป็น ตอนที่ 3/4

อ่านละครเรื่อง สุสานคนเป็น ตอนที่ 3/4

รสสุคนธ์พูดกับอุษาอย่างค่อนข้างสุภาพ “คนตายไปแล้วนะคะ คุณอุษา กรุณาหักใจเสียเถอะค่ะ ทำอะไรต่างจากคนอื่น เดี๋ยวก็ถูกมองว่า”
อุษามองรสสุคนธ์แว่บหนึ่งอย่างรังเกียจ แล้วเมินมองมาทางลั่นทมตามเดิมไม่มีทีท่าว่าจะปฏิบัติตามคำบอกของชีพ น้าหวานเข้ามารั้งรสสุคนธ์ออกจากบริเวณนั้น
“มานี่...นังรส”

มุมหนึ่งข้างศาลาสวดศพ หวานพารสสุคนธ์ออกมา
“อย่าเสนอหน้ามากนัก ถ้าคุณผู้หญิงยังไม่ตายขึ้นมาจริงๆละก็เท่ากับแกกำลังเจตนาฆ่าเชียวนะ”
รสสุคนธ์มองหวานด้วยสายตาเย็นชา
“ให้เกียรติรสหน่อยค่ะน้าหวาน นี่รสกำลังทำตัวสุภาพเป็นคุณผู้หญิงแล้วนะ ให้กำลังใจกันหน่อย”
หวานกระซิบเบาๆ “เกียรติแกมันไม่มีเลยละซีถึงต้องเรียกคนนั้นคนนี้มาให้กำลังใจ”
รสสุคนธ์เชิดหน้า“เมื่อก่อนไม่มีแต่เดี๋ยวนี้กำลังจะมี..มากเสียด้วย” รสสุคนธ์ยิ้มหยันไม่สนใจคำด่าของหวาน
“จำไว้อย่างนะนังรส..พระจะไม่มีวันเข้าข้างคนมักได้อย่างแก”
“แล้วน้าจะได้เห็น”

ในศาลาสวดศพ อุษามือหนึ่งจับมือลั่นทมไว้ อีกมือหนึ่งตักน้ำในขันเล็กๆ ส่งให้แขกผู้ใหญ่ทยอยกันเข้ามารดน้ำศพลั่นทม เงาร่างลั่นทมพยายามดิ้นรนบ่ายเบี่ยง
‘ฉันยังไม่ตายมารดน้ำฉันทำไม..โอย ใครก็ได้ช่วยฉันที’
ในตอนแรกแขกเหรื่อยังไม่แปลกใจกับการที่อุษานั่งจับมือลั่นทม แต่เมื่อเห็นอุษาก้มลงกระซิบกับลั่นทมก็ถึงกับชะงัก
“น้ำเย็นนะคะคุณน้า น้ำเย็นๆ อาจทำให้คุณน้ารู้สึกตัว”
แขกผู้ใหญ่มองอุษาหวาดๆ แล้วส่งขันคืนรีบกลับออกมา ธารินทร์มองอุษาอย่างกลุ้มใจ อยากจะห้ามไม่ให้อุษาพูดกับศพก็ไม่รู้จะห้ามอย่างไร รุนให้ต้อยติ่งเข้าไปนั่งข้างๆอุษาตักน้ำส่งให้แขกที่มารดน้ำ หมอผันมองลั่นทมอย่างสนใจนิ่งขรึม มีความเชื่อเหมือนกันว่าลั่นทมจะฟื้น หมอผันกระซิบกับธารินทร์
“ดูๆ ไปหน้าตาคุณนายก็เหมือนคนยังไม่ตายนะ”
ที่หน้าศาลา สายสมร หัวหน้าแผนกตรวจสอบซึ่งเป็นหัวหน้าโดยตรงของรสสุคนธ์เข้ามา รสสุคนธ์เข้ามายิ้มให้ ท่วงทีลีลาที่เคยสยบยอมสายสมรบัดนี้เปลี่ยนไป
“เชิญค่ะ..คุณพี่สายสมร..พรุ่งนี้รสคงไปทำงานไม่ได้ จัดคนทำแทนให้รสด้วยนะคะ”
สายสมรเกือบสะดุ้งในการเปลี่ยนแปลงของรสสุคนธ์ แต่ไม่ใช่อยู่ในเวลาที่จะมาพูดจาอะไร รีบไปรดน้ำศพ แต่มองรสสุคนธ์ตาเขียว
รสสุคนธ์บ่นเบาๆ “พูดด้วยก็ไม่ยอมพูด ฝากไว้ก่อนเถอะ”
สายสมรเข้าไปที่บริเวณรดน้ำศพ ไหว้ลั่นทม รับขันมาจากอุษา รดน้ำศพ สายสมรหน้าเศร้า น้ำตาคลอขณะที่รสสุคนธ์สีหน้าอิ่มเอิบ น้าหวานมองดู แล้วเร่เข้ามาดึงแขนไปมุมไม่มีใคร
หวานดึงตัวรสสุคนธ์มาที่มุมหนึ่งนอกศาลาสวดศพ ด้วยความหมั่นไส้และไม่พอใจอย่างที่สุด
“ท่าทางแกตอนนี้เหมือนคางคกขึ้นวอไม่มีผิด ฉันอยากให้คุณผู้หญิงฟื้นขึ้นมาเดี๋ยวนี้นัก”
“ขืนฟื้นก็กลายเป็นซอมบี้เท่านั้นเองซีจ๊ะน้าจ๋า”
“ไม่ต้องดัดจริตมาจ๊ะมาแจ๊ะกะข้านังรส..อดไม่ไหว เดี๋ยวแม่ยันโครมเข้าให้”
หวานกระซิบพูดแล้วผละไป รสสุคนธ์ทำไม่รู้ไม่ชี้สีหน้าอิ่มเอิบ เดินวางท่าเข้าไปทางชีพซึ่งนั่งคุยกับแขกอยู่มุมหนึ่ง เพราะยังบาดเจ็บ

ภายในบริเวณรดน้ำศพ การรดน้ำศพสิ้นสุดลงแล้ว สัปเหร่อคลี่ม่านไม้ที่ตั้งให้ปิดกั้นเต็มบริเวณ
“ต้อยติ่งออกไปได้แล้ว ไปอยู่ข้างนอกไป” ธารินทร์บอกต้อยติ่ง
“หนูจะดู”
ผันเห็นด้วยกับธารินทร์ “ไม่ได้ อย่าดูเลยต้อยติ่ง ตอนนี้เค้าจะมัดตราสังข์ เอาศพลงโลงแล้ว...ออกไป”
“ออกไปสิ” ธารินทร์ย้ำ
ต้อยติ่งจำต้องออกไป อุษายังจับมือลั่นทมอยู่ตลอดเวลา
“หนูอุษาออกไปด้วยสิ” ผันบอก
“ไม่ค่ะ ษาไม่ไปไหนทั้งนั้น”
สัปเหร่อหันไปหยิบผ้าสีขาวมาคลี่
“แต่เขากำลังจะมัดตราสังข์เอาลงโลง” ธารินทร์เตือน
เงาร่างลั่นทมหลับตาดิ้นอึกอัก ในขณะที่ลั่นทมภายนอกนอนนิ่งเงียบ
‘โอ๊ย..อย่าเอาฉันใส่โลงนะ ฉันกลัว’
อุษาเข้ามาหาสัปเหร่อ “ลุงคะ ษามีอะไรจะพูดกับลุงค่ะ”
อุษาหยิบเงินออกมาปึกหนึ่ง สัปเหร่อถึงกับนิ่งอึ้งอึกอักพูดไม่ออก ที่ธารินทร์กับผันมองตากัน
อุษาและสัปเหร่อยืนอยู่ในมุมเงียบๆ ลับตาคนและค่อนข้างมืด มีธารินทร์ยืนอยู่ใกล้ๆ ด้วยสีหน้าอึกอัก สัปเหร่อแปลกใจ มองดูอุษาอย่างงุนงง
“จะมัดตราสังข์ยังไงก็ตาม แต่ต้องให้หายใจได้”
สัปเหร่อสะดุ้ง “แต่น้ำเหลืองจะไหล ส่งกลิ่นนะครับ แค่ 3 วันก็”
“ถึงตอนนั้นฉันรับผิดชอบเอง พรุ่งนี้จะเอาเงินมาให้ลุงอีก”
“แต่”
“ทำยังไงก็ได้อย่าให้คนรู้..ฉันคิดว่าคุณน้ายังไม่ตาย ลุงต้องช่วยฉัน ฉันกราบล่ะ” อุษาไหว้สัปเหร่อ “อย่ามัดให้แน่นให้มีอากาศหายใจ”
สัปเหร่อมองธารินทร์ธารินทร์ พยักหน้ากับสัปเหร่อ “มีอะไรผมช่วยลุงเอง..ผมเป็นตำรวจ”

อุษามานั่งพักที่มุมหนึ่งในวัด ทั้งเหน็ดเหนื่อยและกังวล หมอวัฒนาเข้ามานั่งข้างๆ ส่งยาเม็ดเล็กๆ ให้ 1 เม็ด
“ยากล่อมประสาท”
อุษามองยาแล้วรับยาใส่ปากกลืนหน้าตาเฉย ธารินทร์ยื่นแก้วน้ำให้ อุษารับมาดื่มแล้วนั่งเซ็งอยู่ที่เดิม
“เชื่อหรือยังว่าคุณน้าตายแล้ว”
อุษานิ่งคิด บอกพึมพำ “ไม่เชื่อค่ะ คนดีจะไม่มีวันตายง่ายๆ”
หมอวัฒนามองอุษาอย่างอ่อนใจ ธารินทร์จับแขนอุษาอย่างเตือนสติ หมอวัฒนามองแล้วส่ายหน้าช้าๆ

บริเวณที่มัดตราสังข์ศพ สัปเหร่อกำลังปิดฝาโลงเตรียมจะตอกตะปู อุษาเข้ามาตะลึง “อย่าลุง ไม่ต้องตอกแน่น บอกแล้วไงว่าให้แง้มไว้ให้คุณน้าได้หายใจบ้าง”
คนอื่นๆ มองอุษาแปลกใจแต่อุษาไม่สน ลุงสัปเหร่อรับคำส่งเดชเพราะรับเงินของอุษามาแล้ว
“อ้อ ครับๆ มันเคยชิน”
สัปเหร่อขยับนิดหนึ่งแล้วตอก อุษาผินหน้า กลั้นสะอื้น แต่กลั้นน้ำตาที่เอ่อคลอไม่ได้ เมื่อเห็นสัปเหร่อตอกโครมๆ ธารินทร์รั้งอุษาออกมา “น้องษา..ออกมาเถอะครับ”
อุษายืนตะลึงไม่ยอมขยับเขยื้อน น้ำตาไหลพราก

ในโลงศพ ลั่นทมนอนสงบนิ่งถูกมัดตราสังข์แต่แหวกผ้าไว้ที่จมูก เงาร่างลั่นทมหลับตาดิ้นอึกอัก
‘ทำไมทำกับฉันยังงี้ ฉันยังไม่ตายนะ..ฉันกลัว’
ลั่นทมนอนไม่ไหวติง
‘ฉันอึดอัด’ เงาร่างลั่นทมแผดสุดเสียง ‘ปล่อยฉัน..ฉันกลัว’
บริเวณศาลาที่สวดศพ ทุกคนกำลังฟังพระสวด อุษามองไปเห็นธารินทร์ที่หิ้วกระเป๋าหนังใบใหญ่ ใส่ข้าวของสำหรับการงัดแงะซึ่งธารินทร์เองก็ยังไม่รู้เจตนาของอุษา ธารินทร์หายเข้าไปที่มุมหนึ่งของศาลา ธารินทร์ลังเล แต่เห็นว่าเป็นบริเวณที่ไว้สำหรับชิ้นส่วนโลงศพ ไม่น่าจะมีคนเข้ามาง่าย จึงวางไว้ มั่นใจว่าปลอดภัย อุษาลุกขึ้นก้มลงขอโทษแขกเหรื่อแล้วเดินไปหาธารินทร์
“ได้ครบมั้ย”
“ครบ แต่คุณคงไม่ได้คิดจะทำอะไรผิดกฎหมายนะษา”
“ไม่ แต่อาจจะเฉียดๆ”
“เท่านี้ษาก็กำลังถูกมองว่าใกล้บ้าเต็มทีแล้วนะ”
“ก็ให้เขามองไปซีคะ”
“แต่ผมเป็นตำรวจ ษาอย่าลืม”
“ษากำลังช่วยชีวิตคน คุณตำรวจคิดว่าษาทำผิดหรือถูกล่ะคะ”
“แต่ว่า ถ้าการช่วยชีวิตแล้ว”
อุษาสวนคำทันที “ษารู้ค่ะ..รับรอง ษาไม่ทำให้ใครเดือดร้อนแน่นอน”
อุษาเดินไปด้านหลังโลงศพ แต่ก็ไม่รอดพ้นสายตาของหลายๆ คนที่มองอุษาอย่างแปลกใจ ธารินทร์แทบจะหมดอาลัยตายอยากในพฤติกรรมของอุษา อุษามองไปที่โลงศพหวังว่าจะได้ยินเสียงเคาะมาจากในโลง“คุณน้า ถ้าได้ยินษา เคาะส่งสัญญาณมาให้ษาบ้างนะคะ”

ในโลงศพลั่นทม เงาร่างลั่นทมพยายามดิ้นรนอยู่ในที่คับแคบ ‘เอาฉันออกไป’
เสียงพระสวดแว่วๆ
‘ฉันยังไม่ตาย อย่ามาสวดฉัน...ทำไมฉันต้องเป็นโรคบ้าบอนี่ด้วย ใครก็ได้ ช่วยฉันที...ฉันยังไม่ตาย ษาอยู่ไหน..ทำไม ฉันรู้สึกตัว แต่ขยับตัวไม่ได้เลย จะหายใจยังไม่มีแรง ฉันเป็นอะไร’
ลั่นทมนิ่งอยู่ในโลง มีผ้ามัดตราสังข์ เปิดใบหน้าไว้หลวมๆ

มุมหนึ่งนอกศาลา ไกรวางกระเป๋าเอกสารไว้ที่กระโปรงหน้ารถหยิบเอกสารออกมาให้ชีพ รสสุคนธ์ชะโงกดูอย่างตื่นเต้น แต่ไม่ถึงกับลนลานอย่างน่าเกลียด ยังสงวนท่าที ไกรคอยสังเกตความใกล้ชิดระหว่างชีพกับรสสุคนธ์
“ทรัพย์สินทั้งหมดเป็นมรดกตกทอดจากสามีเก่าคุณลั่นทมทั้งสิ้น..ซึ่งก็คงต้องเป็นของคุณชีพเพียงคนเดียว”
“แล้วอุษาหลานแท้ๆ ของสามีเก่าลั่นทมล่ะคุณไกร”
“คุณลั่นทมเคยเปรยว่าจะเขียนพินัยกรรมยกทรัพย์สินบางอย่างให้คุณอุษา”
“แต่ยังไม่ทันเขียนก็มาตายเสียก่อนใช่มั้ยคะ งั้นก็ตัดอุษาออกไปได้ไม่ต้องพูดถึงอีกนะคะ และกรุณาอย่าแสดงความคิดเห็นใดๆ ด้วย”
ไกรมองตาขวาง ชีพรู้สึก ชีพเห็นว่ารสสุคนธ์จะล้ำเส้นเกินไป จึงปราม
“รส..กลับไปฟังพระสวดในศาลาเถอะ”
รสสุคนธ์หน้างอ ไม่ยอมขยับ “ขอเอกสารพวกนี้ได้ไหมคะ..รสจะศึกษาว่าจะดูแลให้คุณชีพยังไง
“เอาไว้ไปดูที่บ้านเถอะจ้ะ” ชีพเสียงเข้ม “รส!”
รสสุคนธ์ไม่กล้าแสดงอาการอะไรออกมามากกว่านี้ จึงผละไปด้วยความไม่พอใจ
ชีพออกตัว “เค้าห่วงเราไปหน่อย..เป็นเด็กอย่าไปสนใจเลย คุณไกร เรื่องทรัพย์สินคิดว่า คุณกลับไปประเมินราคาทรัพย์สินให้ครบทุกรายการก่อน ผมจะได้ดำเนินการรับงานต่อจากลั่นทมไม่ให้ขาดตอน”
ไกรอึดอัด มองไปที่ศาลาสวดศพก็เห็นรสสุคนธ์ยืนมองมา “ครับ..อ้า ผมขอกราบศพ”
“เชิญครับ คุณทนาย”

บริเวณที่ตั้งศพ ไกรเข้ามาจุดธูปไหว้ศพลั่นทม แล้วไกรก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นอุษาจ้องตาแป๋วมาจากด้านหลังโลงศพ ไกรกราบศพเสร็จก็เข้ามาหาอุษา อุษาไหว้ไกร
“เข้ามาทำอะไรอยู่ในนี้ครับ”
“รอคุณน้าฟื้นค่ะ”
ไกรมองอุษาอย่างไม่แน่ใจว่าอุษาพูดเล่นหรือจริง
“คุณน้าเคยแน่นิ่งเหมือนตายแล้วฟื้นขึ้นมาใหม่ได้ หลายครั้งแล้วค่ะ”
ไกรเห็นท่าไม่ดีก็เปลี่ยนเรื่องพูด “แต่ก็ไม่เคยนานอย่างนี้ และธรรมดาก็ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุก่อนหลับไปอย่างนี้ด้วย น้าเป็นเพื่อนสนิทของคุณน้าของหนู..น้าจะพยายามพูดกับคุณชีพให้จัดหาทุนรอนให้หนูสร้างตัว.. หนูอย่าคิดอะไรมากเลยนะ”
รสสุคนธ์มองทั้งสองคนอย่างสงสัย ธารินทร์มองไปเช่นกัน สายตาของธารินทร์หันมาปะทะสายตากับรสสุคนธ์ รสสุคนธ์เชิดหน้า ส่วนหมอผัน ต้อยติ่ง และคนอื่นๆ ก็มองดูอุษากับไกร แต่ไม่ได้สนใจอะไร
“ถ้าคิดว่าหนูเสียสติมานั่งเฝ้าคุณน้าเพราะหวังแบบที่รสสุคนธ์เข้าใจ คุณน้าไกรเข้าใจผิดค่ะ..กรุณาออกไปเถอะค่ะ หนูไม่อยากให้ใครๆ สนใจเรา”
ไกรงงงันพูดอะไรไม่ออก แล้วล่าถอยกลับไป อุษามองไปทางโลงศพลั่นทมคอยเงี่ยหูฟัง

บริเวณหน้าศาลา ชีพกำลังส่งแขก โดยมีรสสุคนธ์ยืนอยู่ใกล้ๆ พยายามจะให้ใครรู้ว่าตนมีความสำคัญ
แขกเหรื่อที่มาลามองรสฯ อย่างแปลกใจบางคนไม่พอใจแต่ระงับกิริยา หวานอึดอัดอับอาย คนรับใช้อื่นๆกระซิบนินทา กลุ่มสายสมรและคนงานไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรได้แต่มองรสสุคนธ์แล้วก็สบตากัน ส่วนอุษานั้นยังอยู่บริเวณโลงศพกับธารินทร์ ต้อยติ่งและหมอผันทำให้แขกเหรื่อสงสารและแปลกใจ ชีพรับไหว้ไกร
“ถ้าว่างคืนพรุ่งนี้เชิญนะครับ”
“ผมอาจต้องไปคุยกับคุณชีพที่บ้าน”
“ดีครับ ผมก็อยากรู้รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างอีกหลายแห่ง ตอนหลังลั่นทมเขาลงทุนโน่นนี่ ผมเองก็ไม่ค่อยทราบ”
“ครับๆ แต่” ไกรมองไปทางอุษา “คงต้องดูแลหลานคุณลั่นทมด้วย ผมว่าแกดูแปลกๆ”
รสสุคนธ์ยิ้มเยาะ “คุณลั่นทมยังไม่ได้ทำพินัยกรรมเลย อุษาก็เลยเสียใจกระมังคะ”
สายสมรเข้ามาลาชีพ
“ขอบใจๆ พวกเราคงต้องมาทุกคืนนะ”
“ค่ะ”
“รีบกลับเถอะพี่สายสมร เดี๋ยวดึก พรุ่งนี้จะมาทำงานสาย” รสสุคนธ์สั่ง สายสมรมองตาขวาง
ชีพหันไปรับไหว้คนอื่นๆ รสสุคนธ์หันไปบ้าง ไหว้ลาแขกคู่กับชีพ สายสมรมองแล้วส่ายหน้า เดินไป แขกเหรื่อทยอยกันกลับมาลาชีพ แต่รสสุคนธ์กันชีพ
“คุณชีพไปนั่งพักเถอะค่ะ คุณยังบาดเจ็บ รสจัดการส่งแขกเอง”
รสสุคนธ์ไหว้แขก “ขอบคุณมากนะคะ พรุ่งนี้อย่าลืมมานะคะ สวัสดีค่ะ...สวัสดีค่ะ... ขอบคุณมากค่ะ”
รสสุคนธ์เสนอหน้าส่งแขก ชีพหลบไปยืนอยู่มุมหนึ่ง
หวานเดินมาหารสสุคนธ์ “นังรส ฉันมองดูแกมานานแล้วนะ มันจะออกนอกหน้าไปแล้วนะกลับบ้าน”
“น้าหวานนี่ก็แปลก พอฉันช่วยงานก็หาว่าออกนอกหน้า พอไม่ช่วยก็หาว่าขี้เกียจหลังยาว ถามจริงๆ เถอะ ทั้งชีวิตคิดได้แค่นี้เหรอ”
“นังรส”
รสสุคนธ์ไม่สนใจไหว้ส่งแขกต่อ “ขอบคุณมากนะคะ...พรุ่งนี้เชิญอีกนะคะ”

มุมที่ชีพยืนอยู่ รสสุคนธ์เดินมาหาชีพหน้าบาน ชีพสีหน้าไม่ดีนัก พอรสสุคนธ์มาถึงก็พูดพอได้ยินกันสองคน “ระงับกิริยาหน่อยสิรส..อย่าประเจิดประเจ้อมากนัก ชาวบ้านจะนินทาเอาได้”
รสสุคนธ์มองชีพงงๆ “คุณชีพกลัวชาวบ้าน..กลัวทำไมคะ”
“พวกชาวบ้านนับถือลั่นทมมาก หากพวกเขาเห็นเธอแสดงออกนอกหน้าแบบนี้ เขาจะว่าฉันได้ว่าคว้าเธอมาแทนที่ ทั้งๆที่ศพยังคาวัดอยู่ ต่อไปเราจะทำอะไรลำบาก”
รสสุคนธ์นิ่งเงียบ ไม่กล้าคัดค้าน “ฮึ ไม่ใช่พยายามกันรสออกให้ห่างแล้วเบียดบังเอาอะไรต่อมิอะไรไปให้อุษานะคะ” รสมองไปทางอุษา
ชีพจะค้านแต่รสสุคนธ์พูดต่อเสียงแข็ง “รสเห็นนะ ว่าคุณมองอุษายังไง นึกว่ารสไม่รู้เหรอ”
“เหลวไหล”
อุษายังคงอยู่ข้างๆ โลงศพ ชีพเดินไปหา รสสุคนธ์มองตามแค้นเคือง แล้วตามเข้าไป
ชีพถามอุษา “จะกลับกันรึยัง”
“ษายังอยากอยู่เป็นเพื่อนคุณน้า”
“คุณธารินทร์ต้องดูแลหน่อยนะคะ รู้สึกว่าสติคุณษาจะไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวหรือพูดอีกอย่างว่า..ไม่ปกติ”
“รส”
“ก็จริงนี่คะ ไม่เห็นเหรอว่าคนทั้งงานเขามองดูอุษายังไง รสเตือนด้วยความหวังดี กลัวคนจะหาว่าคุณอุษาเป็นบ้า”
อุษาพูดเรียบๆ “ฉันยอมรับว่าฉันเสียสติ เพราะสงสารคุณน้าลั่นทม ฉันรู้ว่าคุณน้าลั่นทม” อุษามองชีพ “ถูกหักหลัง”
ชีพรีบตัดบท “เห็นจะต้องกลับก่อนล่ะ เพราะแผลเริ่มระบมแล้ว คุณธารินทร์ฝากด้วยครับ”
ชีพเดินออก ผ่านหวาน สวาทและฉ่ำ “เสร็จแล้ว กลับบ้านได้ จะอยู่ทำไม...ไป ฉ่ำ”
ฉ่ำรีบไปที่รถ เปิดประตูให้ชีพ รสสุคนธ์ตามเข้าไปนั่งในรถ กลุ่มสวาท ยาใจ จิ้มลิ้ม สมพรและวิเวกมองตาม
“ไม่ไปนั่งกับหลานสาวล่ะแม่หวาน”
“พอเถอะแม่หวาด ฉันจะปรามมันเอง”
ทุกคนเลยนิ่งไป หวานยืนซึม

บริเวณศาลาสวดศพ ธารินทร์มองออกมาที่หน้าศาลาเห็นวิเวกกับสมพรยืนอยู่
“ลุงพร พี่เวกจะอยู่ทำไมอีกล่ะ”
“คุณอุษาบอกให้ผมอยู่ก่อนครับ คุณธารินทร์”
ธารินทร์หันมองอุษาเป็นเชิงถาม อุษาไม่ตอบหันไปพูดกับวิเวกแทน
“พี่เวกไปส่งต้อยติ่งที่บ้านให้หน่อยจ้ะ”
“ไม่เอา ต้อยติ่งจะกลับพร้อมพี่ธารินทร์”
หมอผันพูดเบาๆ “พ่อยังไม่กลับโว้ย..ไปกับน้าเค้าแหละไป..พ่อมีธุระต้องทำ”
ธารินทร์งงหนักขึ้นหันไปมองพ่อ “พ่อจะอยู่ทำอะไร”
หมอผันไม่ตอบ ธารินทร์สังหรณ์ใจมากขึ้น หันไปถามอุษาเคร่งเครียด “ษาคุณจะทำอะไร”
อุษาไม่ตอบแต่สีหน้าฉายแววตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว

บริเวณที่ตั้งศพ อุษา ธารินทร์และหมอผันยืนอยู่หน้าโลงศพ ธารินทร์ส่ายหน้าไม่เห็นด้วย
“คุณจะเปิดโลงคุณน้าไม่ได้นะ”
อุษาเสียงเครียด “ษาแน่ใจค่ะว่าคุณน้ายังไม่ตาย”
“เหลวไหลน่าษา คนตายแล้วไม่มีทางฟื้นได้หรอกน่า”
หมอผันแทรกขึ้น “เรื่องมหัศจรรย์มันเกิดขึ้นได้เสมอแหละ คนตายแล้วฟื้นมีให้เห็นตั้งเยอะไป”
ธารินทร์อึ้ง อุษาอ้อนวอน “นะคะรินทร์ษาขอร้อง ขอให้ษาเปิดโลงคุณน้าเถอะค่ะ ป่านนี้คุณน้าคงทรมานแย่แล้ว...นะคะ”

ในโลงที่ลั่นทมนอนนิ่ง เงาร่างลั่นทมดีใจละล่ำละลัก
‘ใช่..น้าทรมานเหลือเกิน น้าจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว ช่วยด้วยษา บอกพวกเขาทีให้ช่วยเปิดโลงให้น้า ช่วยเอาน้าออกไปที น้ายังไม่ตาย...ช่วยน้าด้วย’
เงาร่างลั่นทมพยายามดิ้นสุดแรง
ที่หน้าโลงศพ ธารินทร์ลังเล แต่สุดท้ายก็จำใจพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ อุษาดีใจมาก “ขอบคุณค่ะ”
“ก็แค่นั้นแหละใจก็อยากจะช่วยแต่ทำแอ็คอยู่ได้” หมอผันตบบ่าธารินทร์ก่อนเดินผ่านไปยืนหน้าโลง
“เอ้า...พวกเราลงมือ” สมพร หมอผันกับธารินทร์ช่วยกันยกหีบศพลงมาจากแท่น ธารินทร์เปิดกระเป๋าหนังหยิบชะแลง ออกมายกขึ้นเตรียมงัด
เสียงสัปเหร่อดังเข้ามาก่อนตัว “หยุด” ทั้งหมดชะงักตกใจ หันไปมองสัปเหร่อ
“พวกคุณจะทำอะไรเนี่ย” ทุกคนงงยืนทำอะไรไม่ถูก
สัปเหร่อเข้ามาแย่งชะแลงจากมือธารินทร์ อุษารีบขอร้อง “ลุงคะ...หนู”
“พวกคุณถอยออกไป เรื่องเปิดโลงมันหน้าที่ผม ผมจัดการเอง”
ทุกคนโล่งอก สัปเหร่อลงมืองัดโลงอย่างชำนาญปากก็พูดไปด้วย “พวกคุณนี่ใจร้อนจัง รีบลงมือกันเองไม่ยอมรอผมเลย”
ในโลง เงาร่างลั่นทมร้องไห้อย่างดีใจ
‘โอ..คุณพระคุณเจ้าช่วยลูกแล้ว เร็วเข้าเอาฉันออกไปที ก่อนที่ฉันจะตายจริงๆษาได้ยินเสียงน้ามั้ย โธ่นี่มันอะไรกัน ฉันตะโกนขนาดนี้ทำไมไม่มีใครได้ยิน’
สัปเหร่องัดฝาโลงได้แล้ว หยุดนิ่ง ทุกคนมองหน้ากันบรรยากาศน่ากลัว สีหน้าอุษามีความหวัง หมอผันเข้าไปช่วยเปิดฝาโลง
“ทำไมมันเงียบเชียบยังงี้นะ”
เงาร่างลั่นทมตะโกนเสียงดัง ‘ก็ฉันตะโกนอยู่นี่ไง...ช่วยด้วย’
เงาร่างลั่นทมดิ้นรนให้หลุดออกจากผ้ามัดตราสังข์ แต่ก็ไม่สำเร็จ นอนลงเหมือนเดิม นิ่งสนิท ลั่นทมอยู่ในโลงมีผ้ามัดตราสังข์ไว้ตั้งแต่หัวจรดเท้า อุษาเกาะโลงโผล่เข้าไปมองอย่างดีใจ
“คุณน้าขา ษามาช่วยคุณน้าแล้ว..คุณน้าฟื้นซีคะ”

อ่านละครเรื่อง สุสานคนเป็น ตอนที่ 3/4

ละครเรื่อง สุสานคนเป็นบท ประพันธ์โดย ประดิษฐ์ กัลย์จาฤก
ละครเรื่อง สุสานคนเป็น บทโทรทัศน์โดย ภาคย์รพี
ละครเรื่อง สุสานคนเป็นกำกับการแสดงโดย อนุวัฒน์ ถนอมรอด
ละครเรื่อง สุสานคนเป็น ละครแนว ดราม่า รี้ลับ อาถรรพ์ ตื่นเต้น
ละครเรื่อง สุสานคนเป็นผลิตโดย บริษัท กันตนา มูฟวี่ ทาวน์ (2002) จำกัด
ละครเรื่อง สุสานคนเป็นออกอากาศ ทางช่อง 7 สีทีวีเพื่อคุณ เร็วๆ นี้